วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553
พิ้งกี้ เป๊ก กิ๊กกัน ธัญญ่า รับข่าวนี้ทำทะเลาะสามีจริง
หลังจากมีข่าวออกมาว่า ธัญญ่า - ธัญญาเรศ เองตระกูล ทะเลาะกับสามี เป๊ก - สัณชัย เองตระกูล อย่างรุนแรง ถึงขั้นขอหย่ากับสามีเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน เพราะจับได้ว่าข่าวลือที่ว่าสามีตัวเองมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับนางเอกนัยน์ตาคม พิงกี้ - สาวิกา ไชยเดช นั้น เป็นเรื่องจริง พร้อมโทรเคลียร์กับนางเอกสาวทันทีให้เลิกพฤติกรรมเช่นนี้ ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย
ล่าสุด ทั้งธัญญ่าและเป๊กได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อแล้วว่าทั้งคู่ทะเลาะกันจริง แต่ขอให้เป็นเรื่องส่วนตัว ขอจัดการกันเอง วอนหยุดพูดถึงเรื่องนี้ได้แล้ว โดยธัญญ่าได้เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเคยคิดว่าเรื่องระหว่างเป๊กกับพิงกี้นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะพิงกี้ก็รู้ดีว่าเป๊กมีลูกเมียแล้ว เลยออกมาแก้ข่าวให้พิงกี้ในตอนนั้น และมันก็เป็นการปกป้องสามีตัวเองไปพร้อม ๆ กัน แต่พอมันเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องเคลียร์กัน มันเป็นเรื่องปกติที่คู่สามีภรรยาจะมีปากเสียงกัน แต่พออารมณ์เย็นขึ้นแล้วก็กลับมาคุยกันด้วยเหตุผลตลอด
ถามธัญญ่าว่าถึงขั้นหย่ากันไหม ก็คงไม่หย่า เพราะแต่งงานกันมา 5 ปี รวมเวลาที่คบกันอีก 2 ปี ก็เป็น 7 ปีแล้วที่ผูกพันกันมา แล้วก็มีลูกด้วยกันด้วย การหย่ากันมันเป็นเรื่องยาก ส่วนข่าวที่บอกว่าเช็กโทรศัพท์เป๊ก ทำให้ความแตกนั้น ขอไม่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย ขอให้เรื่องราวระหว่างตนกับเป๊กนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว จัดการกันเองได้ แต่เอาเป็นว่าตอนนี้ชีวิตคู่ระหว่างตนกับสามีก็ดำเนินต่อไปอย่างมีความสุข เรื่องที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นมรสุมชีวิตที่จัดการกันได้แล้ว
ส่วนทางด้าน "เป๊ก - สัณชัย" ได้ออกมาเปิดเผยว่า ข่าวลือที่พูดกัน ถ้าตนตอบไปว่าไม่จริง ทุกคนจะเชื่อไหม และถ้าตอบไปว่าจริง ใครล่ะจะเสียหายถ้าไม่ใช่ธัญญ่าและครอบครัว รวมถึงตัวพิงกี้ด้วย ที่ผ่านมาข่าวฉาวที่พูดกันนั้นมันทำให้หลายฝ่ายเสียหายมามากพอแล้ว อย่าให้มันใครต้องเสียหายไปมากกว่านี้เลย วอนสื่อให้หยุดพูดถึงเรื่องนี้อีก ข่าวที่ออกมาจะจริงหรือไม่จริงนั้น มันก็เป็นเรื่องส่วนตัว และแก้ไขเองได้ ตนไม่ใช่บุคคลในวงการบันเทิงและไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณะ ดังนั้นขอให้เคารพสิทธิส่วนบุคคลของตนด้วย ไม่อยากให้ใครต้องได้รับผลกระทบกับเรื่องนี้อีก ตอนนี้พิงกี้ก็อยู่ส่วนพิงกี้ และตนกับธัญญ่าก็ยังคงเดินหน้ากันต่อไป เพราะฉะนั้นหยุดพูดเรื่องนี้กันได้แล้ว
จัสติน บีเบอร์
สหรัฐ 9 พ.ค. - ความแรงความฮอตของนักร้องหนุ่มวัย 16 ปี จัสติน บีเบอร์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่งานเพลงเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงผมทรงบ็อบของเขาด้วย ไปติดตามในเรื่องนี้ต้องขยายกัน
นาทีนี้คงไม่มีหนุ่มน้อยคนไหนที่จะทำให้สาว ๆ ทั่วโลกคลั่งไคล้ได้เท่ากับนักร้องหนุ่มวัย 16 ปี จัสติน บีเบอร์ อีกแล้ว เพราะกระแส บีเบอร์ ฟีเวอร์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่งานเพลงเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงทรงผมบ็อบแบบบีเบอร์ที่กลายเป็นทรงผมยอดฮิตในหมู่วัยรุ่นไปซะแล้ว โดยเจ้าของร้านทำผมร้านดังในแมนฮัตตันบอกว่า กว่า 60% ของลูกค้าที่เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นออเดอร์มาเลยว่าจะตัดทรงเดียวกับจัสติน บีเบอร์ จนหลายร้านถือโอกาสขึ้นราคาค่าตัด เฉพาะผมทรงนี้เพิ่มอีก 5,000 กว่าบาท แต่ถึงราคาจะสูงลิบลิ่วแต่ก็ไม่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจได้
ซึ่งสาเหตุที่ทำให้หนุ่ม ๆ หลายคนยอมหั่นผมทรงเดียวกับจัสติน บีเบอร์ ทั้งที่ไม่ได้ชื่นชอบในตัวบีเบอร์สักเท่าไร ก็เพราะพวกเขาอยากให้สาว ๆ หันมามองนั่นเอง โดยหนุ่มน้อยคนหนึ่งยอมรับว่าตั้งแต่เขาตัดทรงผมบ็อบตะกุยแบบบีเบอร์มา ก็กลายเป็นหนุ่มป๊อปปูล่าร์ในหมู่สาว ๆ ทันที
อย่าว่าแต่หนุ่มวัยรุ่นทั่วไปแว่วว่าทรงผมแบบบีเบอร์ ยังระบาดไปถึงดารานักแสดงหลายคนซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ แอชตั้น คุชเชอร์ หวานใจของเจ๊เดมี่ มัวร์ ที่ไปตัดทรงจัสติน บีเบอร์ ไม่ให้ตกเทรนด์กับเค้าเหมือนกัน.
นาทีนี้คงไม่มีหนุ่มน้อยคนไหนที่จะทำให้สาว ๆ ทั่วโลกคลั่งไคล้ได้เท่ากับนักร้องหนุ่มวัย 16 ปี จัสติน บีเบอร์ อีกแล้ว เพราะกระแส บีเบอร์ ฟีเวอร์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่งานเพลงเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงทรงผมบ็อบแบบบีเบอร์ที่กลายเป็นทรงผมยอดฮิตในหมู่วัยรุ่นไปซะแล้ว โดยเจ้าของร้านทำผมร้านดังในแมนฮัตตันบอกว่า กว่า 60% ของลูกค้าที่เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นออเดอร์มาเลยว่าจะตัดทรงเดียวกับจัสติน บีเบอร์ จนหลายร้านถือโอกาสขึ้นราคาค่าตัด เฉพาะผมทรงนี้เพิ่มอีก 5,000 กว่าบาท แต่ถึงราคาจะสูงลิบลิ่วแต่ก็ไม่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจได้
ซึ่งสาเหตุที่ทำให้หนุ่ม ๆ หลายคนยอมหั่นผมทรงเดียวกับจัสติน บีเบอร์ ทั้งที่ไม่ได้ชื่นชอบในตัวบีเบอร์สักเท่าไร ก็เพราะพวกเขาอยากให้สาว ๆ หันมามองนั่นเอง โดยหนุ่มน้อยคนหนึ่งยอมรับว่าตั้งแต่เขาตัดทรงผมบ็อบตะกุยแบบบีเบอร์มา ก็กลายเป็นหนุ่มป๊อปปูล่าร์ในหมู่สาว ๆ ทันที
อย่าว่าแต่หนุ่มวัยรุ่นทั่วไปแว่วว่าทรงผมแบบบีเบอร์ ยังระบาดไปถึงดารานักแสดงหลายคนซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ แอชตั้น คุชเชอร์ หวานใจของเจ๊เดมี่ มัวร์ ที่ไปตัดทรงจัสติน บีเบอร์ ไม่ให้ตกเทรนด์กับเค้าเหมือนกัน.
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เป็นการชิงชัยวันสุดท้าย ไฮไลท์อยู่ที่การเล่นรอบชิงชนะเลิศประเภททีมชุดทั้งชายและหญิง โดยทีมชาย นักตบลูกพลาสติกไทย พบ "โสมขาว" เกาหลีใต้ ที่พลิกล็อกโค่น "เสือเหลือง" มาเลเซีย มาในรอบตัดเชือก เริ่มต้นการเล่นในทีมชุดเอ ไทยส่ง เกรียงไกร แก้วเมียน ยืนแบ็ก มี ภัทรพงษ์ ยุพดี เล่นหน้าซ้ายตัวชง และอนุวัฒน์ ชัยชนะ เป็นหน้าขวาตัวฟาด เจอทีมชุดใหญ่ของแดนโสมขาว ประกอบด้วยแบ็ก ควอน ยอค จิน, อิม ฮัน ซู หน้าขวาทำ และจอง วอน ด็อก ซ้ายชง โดยตลอดการเล่นทีมไทยอาศัยการเสิร์ฟของเกรียงไกร กับการขึ้นทำของอนุวัฒน์ ทำแต้มอย่างได้ผล ก่อนชนะไปไม่ยาก 21-16, 21-18 ขึ้นนำก่อน 1-0 ทีม จากนั้นเป็นการเล่นทีม บี ทีมไทยวาง "เจ้าดิว" ศิริวัฒน์ สาขา แบ็กดาวรุ่ง ลงพร้อมกับ 2 ตัวเก๋า พรชัย เค้าแก้ว หน้าขวาตัวฟาด และสุริยัน เป๊ะชาญ หน้าซ้ายตัวชง ซึ่งเกมก็ออกมาในรูปเดิม ทีมไทยที่มีการเสิร์ฟและขึ้นทำที่เฉียบขาดกว่า ชนะไป 21-17, 21-12 เป็นฝ่ายชนะ 2-0 ทีม คว้าแชมป์สมัยที่ 23 มาครองได้สำเร็จ หลังการแข่งขัน นายกมล ตันกิมหงษ์ หัวหน้าสตาฟฟ์โค้ชของไทย กล่าวว่า การเล่นในศึกคิงส์คัพครั้งนี้ มีการลองใช้นักกีฬาหน้าใหม่หลายคน ไม่ว่า สหชาติ สาครเจริญ, ศิริวัฒน์ สาขา และวีระวุฒิ ณ หนองคาย ทุกคนถือว่าทำผลงานได้น่าพอใจ แต่ก็ต้องปรับปรุงฟอร์มกันอีกพอสมควร ก่อนที่จะไปเข้าร่วมกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ที่กวางโจว ประเทศจีน เพราะจะต้องตัดตัวจากที่เรียกเก็บไว้ 22 คน ให้เหลือแค่ 12 คน ส่วนกรณีของ "เจ้าโจ้" สืบศักดิ์ ผันสืบ บอกได้เลยว่า ถ้ามีความฟิตเท่ากับตอนนี้ ยังไงก็ติดทีมแน่นอน เพราะประสบการณ์จะสามารถช่วยน้องๆ ในทีมได้มาก ขณะที่ทีมชุดหญิง สาวไทยพบคู่ปรับตลอดกาลอย่างเวียดนาม ทีม เอ ทั้งคู่ขนชุดใหญ่ใส่กันเต็มๆ โดยไทยส่ง "เพชฌฆาตใบ้" นิตินัดดา แก้วคำไสย์ ยืนแบ็ก มี มัสยา ด้วงศรี เป็นหน้าซ้ายชง และ ธิดาวรรณ ดาวสกุล เป็นหน้าขวาทำ ส่วนเวียดนามมี เหงียน ที บิค ทุย เป็นแบ็ก, เหงียน ไฮ เทา เป็นหน้าขวา และลู ทิ ทัน หน้าซ้าย เซตแรกทีมไทยเล่นแน่นอนกว่า ชนะก่อน 21-15 จากนั้นในเซตถัดมา หลังจากทำแต้มเบียดกันสูสีที่เวียดนามนำอยู่ 11-10 สาวญวนก็เร่งเกมเสิร์ฟอย่างได้ผล ทำแต้มแซงก่อนเอาชนะได้บ้าง 21-14 ตีเสมอเป็น 1-1 ต้องเล่นเซตสุดท้ายตัดสิน ซึ่งทีมไทยอาศัยความนิ่งกว่า ชนะได้อีก 15-10 ขึ้นนำก่อน 1-0 จากนั้นเป็นทีม บี ไทยส่ง วันวิสาห์ จันทร์แก่น แบ็กดาวรุ่ง ลงมาเสิร์ฟ ดารณี วงศ์เจริญ เล่นหน้าขวา และแก้วใจ พุ่มสว่างแก้ว ยืนคุมหน้าซ้าย ดวลกับสาวญวนอย่างดุเดือด ก่อนชนะ 2-0 เซต 21-17, 21-14 ทำให้สาวไทยชนะ 2 ทีมรวด คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 13 ติดต่อกัน และทำให้ทีมไทยกวาดแชมป์ในรายการนี้ไปครบทั้ง 6 รายการที่ลงแข่งขัน โดยก่อนหน้านี้คว้าเหรียญทองในประเภทลอดห่วงชาย-หญิง และทีมคู่ชาย-หญิง มาแล้ว
ประวัติการแข่งขันฟุตบอลนานาชาติยุคก่อน
ประวัติ
หลังจากที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือฟีฟ่า ได้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1904 ได้มีการพยายามชัดการแข่งขันฟุตบอลชิงชนะเลิศระหว่างประเทศ นอกเหนือจากประเทศที่เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ปี 1906 ที่สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศในยุคแรก ๆ แต่ประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของฟีฟ่าอธิบายว่าการแข่งขันนั้นล้มเหลวไป[5]
ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1908 ในกรุงลอนดอน ฟุตบอลถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่แข่งขันอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอล อังกฤษได้ดูแลในการจัดการแข่งขัน โดยผู้แข่งขันเป็นมือสมัครเล่นเท่านั้นและดูเป็นการแสดงมากกว่าการแข่งขัน โดยบริเตนใหญ่ (แข่งขันโดยทีมฟุตบอลสมัครเล่นทีมชาติอังกฤษ) ได้รับเหรียญทองในการแข่งขัน ต่อมาในโอลิมปิกฤดูร้อน 1912 ที่สต็อกโฮล์มก็มีจัดขึ้นอีก โดยการแข่งขันจัดการโดยสมาคมฟุตบอลสวีเดน
ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกซึ่งแข่งขันฟุตบอลเฉพาะในทีมสมัครเล่น เซอร์โทมัส ลิปตันได้จัดการการแข่งขันที่ชื่อ การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลเซอร์โทมัสลิปตัน จัดขึ้นในตูรินในปี ค.ศ. 1909 เป็นการแข่งขันระหว่างสโมสร (ไม่ใช่ทีมชาติ) จากหลาย ๆ ประเทส บางทีมเป็นตัวแทนของแต่ละประเทศ การแข่งขันครั้งนี้บางครั้งอาจเรียกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก[6] มีทีมอาชีพเข้าแข่งขันจากทั้งในอิตาลี เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ แต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษปฏิเสธที่จะร่วมในการแข่งขันและไม่ส่งทีมนักฟุตบอลอาชีพมาแข่ง ลิปตันเชิญสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์ จากมณฑลเดอแรม เป็นตัวแทนของอังกฤษแทน ซึ่งสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์ชนะการแข่งขันและกลับมารักษาแชมป์ในปี 1911 ได้สำเร็จ
ในปี ค.ศ. 1914 ฟีฟ่าได้จำแนกการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกว่าเป็น "การแข่งขันชิงแชมป์สำหรับมือสมัครเล่น" และลงรับผิดชอบในการจัดการการแข่ง[7] และนี่เป็นการปูทางให้กับการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทวีปเป็นครั้งแรก โดยในโอลิมปิกฤดูร้อน 1920 ที่มีทีมแข่งขันอย่างอียิปต์และทีมจากยุโรปอีก 13 ทีม มีผู้ชนะคือทีมเบลเยี่ยม[8] ต่อมาทีมอุรุกวัย ชนะในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิกในอีก 2 ครั้งถัดไปคือในปี ค.ศ. 1924 และ 1928 และในปี ค.ศ. 1924 ถือเป็นยุคที่ฟีฟ่าก้าวสู่ระดับมืออาชีพ
จากความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิก ฟีฟ่าพร้อมด้วยประธานที่ชื่อ จูลส์ ริเมต ได้ผลักดันอีกครั้งโดยเริ่มมองหาหนทางในการจัดการแข่งขันนอกเหนือการแข่งขันโอลิมปิก ในวันที่ 28 พฤษภ าคม ค.ศ. 1928 ที่ประชุมฟีฟ่าในอัมสเตอร์ดัมตัดสินใจทีจะจัดการแข่งขันด้วยตัวเอง[9] กับอุรุกวัย ที่เป็นแชมเปียนโลกอย่างเป็นทางการ 2 ครั้ง และเพื่อเฉลิมฉลอง 1 ศตวรรษแห่งอิสรภาพของอุรุกวัยในปี ค.ศ. 1930 ฟีฟ่าจะประกาศว่าอุรุกวัยเป็นประเทศเจ้าภาพในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก
สมาคมฟุตบอลของประเทศที่ได้รับการเลือก ได้รับการเชิญให้ส่งทีมมาร่วมแข่งขัน แต่เนื่องจากอุรุกวัยที่เป็นสถานที่จัดงาน นั่นหมายถึงระยะทางและค่าใช้จ่ายที่ต้องเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาจากฝั่งยุโรปมา ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่มีประเทศไหนในยุโรปตอบตกลงว่าจะส่งทีมมาร่วม จนกระทั่ง 2 เดือนก่อนการแข่งขัน ในที่สุดริเมตจึงสามารถเชิญทีมจากเบลเยี่ยม, ฝรั่งเศส, โรมาเนีย และยูโกสลาเวีย มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 13 ทีม โดยมี 7 ทีมจากทวีปอเมริกาใต้, 4 ทีมจากยุโรป และ 2 ทีมจากอเมริกาเหนือ
2 นัดแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก จัดขึ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1930 ผู้ชนะคือทีมฝรั่งเศส และทีมสหรัฐอเมริกา ชนะเม็กซิโก 4–1 และเบลเยี่ยม 3–0 ตามลำดับ โดยผู้ทำประตูแรกในฟุตบอลโลกมาจากลุกแซง โลร็องต์ จากฝรั่งเศส[10] ในนัดตัดสินทีมชาติอุรุกวัยชนะทีมชาติอาร์เจนตินา 4–2 ต่อหน้าผู้ชม 93,000 คนทีเมืองมอนเตวิเดโอ ทีมอุรุกวัยจึงเป็นชาติแรกที่ชนะการแข่งขันฟุตบอลโลก[11]
ประเด็นในการจัดการแข่งขันในช่วงแรกของฟุตบอลโลกที่เป็นความยากลำบากในการเดินทางข้ามทวีปและสงครามนั้น มีทีมจากอเมริกาใต้บางทีมยินดีที่จะเดินทางไปยุโรปในการแข่งขันในปี 1934 และ 1938 โดยทีมบราซิลเป็นทีมเดียวในอเมริกาใต้ที่เข้าแข่งขันทั้ง 2 ครั้งนี้ ส่วนการแข่งขันฟุตบอลโลก 1942 และ 1946 ได้มีการยกเลิกไปเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สองและพักจากผลกระทบของสงครามโลก
ในการแข่งขันระหว่างปี ค.ศ. 1934 และ 1978 มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน 16 ทีม ยกเว้นในปี ค.ศ. 1938 เมื่อออสเตรียรวมเข้ากับเยอรมนี หลังจากรอบคัดเลือก ทำให้มีทีมแข่งขันเหลือเพียง 15 ทีม และในปี ค.ศ. 1950 เมื่ออินเดีย สก็อตแลนด์ และตุรกี ถอนตัวจากการแข่งขัน ทำให้มีทีมร่วมแข่งขันเพียง 13 ทีม[15] ทีมที่เข้าร่วมแข่งขันส่วนใหญ่เป็นทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ มีส่วนน้อยจากอเมริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย ทีมเหล่านี้มักจะแพ้อย่างง่ายดายกับทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1982 มีทีมนอกเหนือจากยุโรปและอเมริกาใต้ที่เข้าสอบรอบสุดท้าย คือ ทีมสหรัฐอเมริกา เข้ารอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1930, ทีมคิวบาเข้ารอบรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ. 1938, ทีมเกาหลีเหนือ เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1966 และทีมเม็กซิโกเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1970ขยายเป็น 32 ทีม
การแข่งขันขยายเป็น 24 ทีมในปี ค.ศ. 1982[16] จากนั้นเป็น 32 ทีมในปี ค.ศ. 1998[17] ทำให้มีทีมจากแอฟริกา เอเชียและอเมริกาเหนือเข้ารอบมากขึ้น และในปีครั้งหลัง ๆ ทีมในภูมิภาคเหล่านี้ก็ประสบความสำเร็จมากขึ้น และสามารถติดในรอบรองชนะเลิศมากขึ้น ได้แก่ ทีมเม็กซิโก เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1986, ทีมแคเมรูน เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1990, ทีมเกาหลีเหนือได้อันดับ 4 ในปี ค.ศ. 2002, ขณะที่ทีมเซเนกัลและสหรัฐอเมริกา ทั้ง 2 ทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 2002 และทีมกานา เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี 2010 แต่ถึงอย่างไรก็ตามทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ก็ยังคงมีความโดดเด่นอยู่ เช่นในปี ค.ศ. 1998 และ 2006 ที่ทีมทั้งหมดในรอบรองชนะเลิศมาจากยุโรปและอเมริกาใต้
ในฟุตบอลโลก 2002 ในรอบคัดเลือก มีทีมเข้าร่วมคัดเลือก 200 ทีม และในฟุตบอลโลก 2006 มีทีมที่พยายามเข้าคัดเลือก 198 ทีม ขณะที่ในฟุตบอลโลก 2010 มีประเทศที่เข้าร่วมรอบคัดเลือก 204 ทีม ซึ่งถือเป็นสถิติเป็นปีที่มีประเทศเข้าคัดเลือกมากที่สุด[18]
กีฬาฟุตบอลนั้นได้มีอยู่ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนทุก ๆ ครั้ง ยกเว้นในปี ค.ศ. 1896 และ 1932 แตกต่างจากกีฬาประเทศอื่นซึ่งในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในโอลิมปิก ทีมที่ร่วมแข่งจะไม่ใช่ทีมระดับสูงสุด จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1992 ที่แต่เดิมให้ผู้แข่งขันอายุ 23 ปีเข้าแข่งขัน แต่ก็อนุญาตให้มีผู้เล่นที่อายุมากกว่า 23 ปี จำนวน 3 คนของแต่ละทีม ลงแข่งขันได้[20] ส่วนฟุตบอลหญิงในโอลิมปิก แข่งขันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996 เป็นการแข่งขันทีมชาติเต็มทีม ไม่มีจำกัดอายุ
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ เป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นก่อน 1 ปีที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลโลก ในประเทศเจ้าภาพที่จะแข่งขัน เหมือนเป็นการอุ่นเครื่องฟุตบอลโลกที่จะมาถึง เป็นการแข่งขันระหว่างผู้ชนะเลิศจากแต่ละภูมิภาคทั่วโลก (เอเชียนคัพ แอฟริกันคัพ โกลด์คัพ โคปาอเมริกา เนชันส์คัพ และ ฟุตบอลยูโร) พร้อมทั้งทีมที่ชนะฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดและทีมเจ้าภาพ[21]
ฟีฟ่าจะจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนระดับนานาชาติ (ฟุตบอลโลกเยาวชน ยู 20, ฟุตบอลโลกเยาวชน ยู 17, ฟุตบอลโลกหญิง ยู 20, ฟุตบอลโลกเยาวชน ยู 17, การแข่งขันฟุตบอลระหว่างสโมสร (ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ), และการแข่งขันฟุตบอลอื่นเช่น ฟุตซอล (ฟุตซอลชิงแชมป์โลก) และฟุตบอลชายหาด (ฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์โลก)
หลังจากปี ค.ศ. 1970 ก็มีถ้วยรางวัลใหม่ ที่รู้จักในชื่อ ถ้วยฟีฟ่าเวิลด์คัป โดยผู้เชี่ยวชาญของฟีฟ่าที่มาจาก 7 ประเทศ ประเมินจากแบบ 53 แบบ จนสรุปที่ผลงานการออกแบบของนักออกแบบชาวอิตาลีที่ชื่อซิลวิโอ กาซซานิกา (Silvio Gazzaniga) ถ้วยรางวัลใหม่นี้มีความสูง 36 ซม. (14.2 นิ้ว) ทำจากทองคำ 18 กะรัต (75%) น้ำหนัก 6.175 กก. (13.6 ปอนด์) ฐานของถ้วยมีเส้น 2 ชั้นทำจากมรกต ในส่วนใต้ฐานของถ้วยรางวัลสลักปีและชื่อของทีมผู้ชนะเลิศฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 ผู้ออกแบบอธิบายถ้วยรางวัลนี้ว่า "เส้นที่โดดเด่นจากฐาน ที่หมุนรอบนั้นได้ขยายเพื่อรองรับโลก จากแรงดึงที่เคลื่อนที่ที่โดดเด่นของในส่วนตัวของถ้วยของประติมากรรมนี้ ได้ช่วยให้รูปร่างนักกีฬาดูเคลื่อนไหวไปกับห้วงเวลาแห่งชัยชนะ"[23]
ชาติผู้ชนะไม่ได้กรรมสิทธิ์การครอบครัวถ้วยถาวร แต่ผู้ชนะฟุตบอลโลกจะเก็บถ้วยไว้จนกว่าจะถึงการแข่งขันครั้งต่อไป และจะได้ถ้วยจำลองจากทองผสมไปแทน[24]
ในปัจจุบัน สมาชิกทุกคน (ทั้งผู้เล่นและโค้ช) ของทีมใน 3 อันดับแรกจะได้รับเหรียญตรารูปถ้วยฟุตบอลโลก ผู้ชนะได้เหรียญทอง รองชนะเลิศได้เหรียญเงิน และที่ 3 ได้เหรียญทองแดง นอกจากนั้นในปี ค.ศ. 2002 มีการมอบเหรียญที่ 4 ให้ประเทศเจ้าภาพคือเกาหลีใต้ ก่อนหน้าการแข่งขันปี ค.ศ. 1978 จะมอบเหรียญให้กับ ผู้เล่นเพียง 11 คน ในนัดสุดท้ายของการแข่งขันรวมถึงนัดการแข่งขันชิงที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ฟีฟ่าประกาศว่าสมาชิกทุกคนของทีมผู้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างปี ค.ศ. 1930 และ 1974 จะได้รับรางวัลย้อนหลังเป็นเหรียญตรา[25][26][27]
การแข่งขันฟุตบอลนานาชาติยุคก่อน
นัดการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศเกิดขึ้นครั้งแรก ในการแข่งขันที่กลาสโกว์ ในปี ค.ศ. 1872 ระหว่างสก็อตแลนด์กับอังกฤษ[2] และในการแข่งขันชิงชนะเลิศระหว่างประเทศครั้งแรกที่ชื่อ บริติชโฮมแชมเปียนชิป ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1884[3] กีฬาฟุตบอลเติบโตในส่วนอื่นของโลกนอกเหนือจากอังกฤษในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ มีการแนะนำกีฬาและแข่งขันประเภทนี้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1900 และ 1904 และที่กีฬาโอลิมปิกซ้อน 1906[4]หลังจากที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือฟีฟ่า ได้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1904 ได้มีการพยายามชัดการแข่งขันฟุตบอลชิงชนะเลิศระหว่างประเทศ นอกเหนือจากประเทศที่เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ปี 1906 ที่สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศในยุคแรก ๆ แต่ประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของฟีฟ่าอธิบายว่าการแข่งขันนั้นล้มเหลวไป[5]
ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1908 ในกรุงลอนดอน ฟุตบอลถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่แข่งขันอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอล อังกฤษได้ดูแลในการจัดการแข่งขัน โดยผู้แข่งขันเป็นมือสมัครเล่นเท่านั้นและดูเป็นการแสดงมากกว่าการแข่งขัน โดยบริเตนใหญ่ (แข่งขันโดยทีมฟุตบอลสมัครเล่นทีมชาติอังกฤษ) ได้รับเหรียญทองในการแข่งขัน ต่อมาในโอลิมปิกฤดูร้อน 1912 ที่สต็อกโฮล์มก็มีจัดขึ้นอีก โดยการแข่งขันจัดการโดยสมาคมฟุตบอลสวีเดน
ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกซึ่งแข่งขันฟุตบอลเฉพาะในทีมสมัครเล่น เซอร์โทมัส ลิปตันได้จัดการการแข่งขันที่ชื่อ การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลเซอร์โทมัสลิปตัน จัดขึ้นในตูรินในปี ค.ศ. 1909 เป็นการแข่งขันระหว่างสโมสร (ไม่ใช่ทีมชาติ) จากหลาย ๆ ประเทส บางทีมเป็นตัวแทนของแต่ละประเทศ การแข่งขันครั้งนี้บางครั้งอาจเรียกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก[6] มีทีมอาชีพเข้าแข่งขันจากทั้งในอิตาลี เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ แต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษปฏิเสธที่จะร่วมในการแข่งขันและไม่ส่งทีมนักฟุตบอลอาชีพมาแข่ง ลิปตันเชิญสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์ จากมณฑลเดอแรม เป็นตัวแทนของอังกฤษแทน ซึ่งสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์ชนะการแข่งขันและกลับมารักษาแชมป์ในปี 1911 ได้สำเร็จ
ในปี ค.ศ. 1914 ฟีฟ่าได้จำแนกการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกว่าเป็น "การแข่งขันชิงแชมป์สำหรับมือสมัครเล่น" และลงรับผิดชอบในการจัดการการแข่ง[7] และนี่เป็นการปูทางให้กับการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทวีปเป็นครั้งแรก โดยในโอลิมปิกฤดูร้อน 1920 ที่มีทีมแข่งขันอย่างอียิปต์และทีมจากยุโรปอีก 13 ทีม มีผู้ชนะคือทีมเบลเยี่ยม[8] ต่อมาทีมอุรุกวัย ชนะในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิกในอีก 2 ครั้งถัดไปคือในปี ค.ศ. 1924 และ 1928 และในปี ค.ศ. 1924 ถือเป็นยุคที่ฟีฟ่าก้าวสู่ระดับมืออาชีพ
สมาคมฟุตบอลของประเทศที่ได้รับการเลือก ได้รับการเชิญให้ส่งทีมมาร่วมแข่งขัน แต่เนื่องจากอุรุกวัยที่เป็นสถานที่จัดงาน นั่นหมายถึงระยะทางและค่าใช้จ่ายที่ต้องเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาจากฝั่งยุโรปมา ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่มีประเทศไหนในยุโรปตอบตกลงว่าจะส่งทีมมาร่วม จนกระทั่ง 2 เดือนก่อนการแข่งขัน ในที่สุดริเมตจึงสามารถเชิญทีมจากเบลเยี่ยม, ฝรั่งเศส, โรมาเนีย และยูโกสลาเวีย มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 13 ทีม โดยมี 7 ทีมจากทวีปอเมริกาใต้, 4 ทีมจากยุโรป และ 2 ทีมจากอเมริกาเหนือ
2 นัดแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก จัดขึ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1930 ผู้ชนะคือทีมฝรั่งเศส และทีมสหรัฐอเมริกา ชนะเม็กซิโก 4–1 และเบลเยี่ยม 3–0 ตามลำดับ โดยผู้ทำประตูแรกในฟุตบอลโลกมาจากลุกแซง โลร็องต์ จากฝรั่งเศส[10] ในนัดตัดสินทีมชาติอุรุกวัยชนะทีมชาติอาร์เจนตินา 4–2 ต่อหน้าผู้ชม 93,000 คนทีเมืองมอนเตวิเดโอ ทีมอุรุกวัยจึงเป็นชาติแรกที่ชนะการแข่งขันฟุตบอลโลก[11]
ฟุตบอลโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
หลังจากที่เกิดการแข่งขันฟุตบอลโลกขึ้นแล้ว ในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1932 ที่จัดขึ้นที่เมืองลอสแอนเจลิส ก็ไม่ด้รวมการแข่งขันฟุตบอลเข้าไปด้วย เนื่องจากความไม่ได้รับความนิยมในกีฬาฟุตบอลในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่อเมริกันฟุตบอลได้รับความนิยมมากขึ้น ทางฟีฟ่าและคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ที่มีความคิดเห็นต่างกันในเรื่องผู้เล่นในฐานะ มือสมัครเล่น ดังนั้นจึงไม่มีการแข่งขันฟุตบอลในเกมนี้[12] แต่ต่อมาฟุตบอลในกลับมาในกีฬาโอลิมปิกใน โอลิมปิกฤดูร้อน 1936 แต่ถูกลดความสำคัญลง เพราะความมีชื่อเสียงของฟุตบอลโลกประเด็นในการจัดการแข่งขันในช่วงแรกของฟุตบอลโลกที่เป็นความยากลำบากในการเดินทางข้ามทวีปและสงครามนั้น มีทีมจากอเมริกาใต้บางทีมยินดีที่จะเดินทางไปยุโรปในการแข่งขันในปี 1934 และ 1938 โดยทีมบราซิลเป็นทีมเดียวในอเมริกาใต้ที่เข้าแข่งขันทั้ง 2 ครั้งนี้ ส่วนการแข่งขันฟุตบอลโลก 1942 และ 1946 ได้มีการยกเลิกไปเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สองและพักจากผลกระทบของสงครามโลก
ฟุตบอลโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ฟุตบอลโลก 1950 จัดขึ้นที่ประเทศบราซิล เป็นครั้งแรกที่สหราชอาณาจักรเข้าร่วมการแข่งขัน ทีมสหราชอาณาจักรถอนตัวจากฟีฟ่าในปี ค.ศ. 1920 ที่ไม่พอใจในบางส่วนที่ต้องเล่นกับประเทศที่พวกเขาทำสงครามด้วย และบางส่วนเพื่อประท้วงด้านอิทธิพลและการบังคับจากต่างชาติ[13] แต่ก็กลับเข้ามาร่วมในปี ค.ศ. 1946 หลังจากได้รับคำเชื้อเชิญจากฟีฟ่า[14] การแข่งขัน ทีมแชมเปียนอย่างอุรุกวัยก็กลับเข้ามรร่วม หลังจากที่คว่ำบาลฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง โดยทีมอุรุกวัยชนะในการแข่งขันอีกครั้ง หลังจากที่ชนะประเทศเจ้าภาพบราซิล นัดการแข่งขันนี้เรียกว่า "มารากานาโซ" (โปรตุเกส: Maracanaço)ในการแข่งขันระหว่างปี ค.ศ. 1934 และ 1978 มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน 16 ทีม ยกเว้นในปี ค.ศ. 1938 เมื่อออสเตรียรวมเข้ากับเยอรมนี หลังจากรอบคัดเลือก ทำให้มีทีมแข่งขันเหลือเพียง 15 ทีม และในปี ค.ศ. 1950 เมื่ออินเดีย สก็อตแลนด์ และตุรกี ถอนตัวจากการแข่งขัน ทำให้มีทีมร่วมแข่งขันเพียง 13 ทีม[15] ทีมที่เข้าร่วมแข่งขันส่วนใหญ่เป็นทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ มีส่วนน้อยจากอเมริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย ทีมเหล่านี้มักจะแพ้อย่างง่ายดายกับทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1982 มีทีมนอกเหนือจากยุโรปและอเมริกาใต้ที่เข้าสอบรอบสุดท้าย คือ ทีมสหรัฐอเมริกา เข้ารอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1930, ทีมคิวบาเข้ารอบรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ. 1938, ทีมเกาหลีเหนือ เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1966 และทีมเม็กซิโกเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1970ขยายเป็น 32 ทีม
การแข่งขันขยายเป็น 24 ทีมในปี ค.ศ. 1982[16] จากนั้นเป็น 32 ทีมในปี ค.ศ. 1998[17] ทำให้มีทีมจากแอฟริกา เอเชียและอเมริกาเหนือเข้ารอบมากขึ้น และในปีครั้งหลัง ๆ ทีมในภูมิภาคเหล่านี้ก็ประสบความสำเร็จมากขึ้น และสามารถติดในรอบรองชนะเลิศมากขึ้น ได้แก่ ทีมเม็กซิโก เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1986, ทีมแคเมรูน เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 1990, ทีมเกาหลีเหนือได้อันดับ 4 ในปี ค.ศ. 2002, ขณะที่ทีมเซเนกัลและสหรัฐอเมริกา ทั้ง 2 ทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี ค.ศ. 2002 และทีมกานา เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี 2010 แต่ถึงอย่างไรก็ตามทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ก็ยังคงมีความโดดเด่นอยู่ เช่นในปี ค.ศ. 1998 และ 2006 ที่ทีมทั้งหมดในรอบรองชนะเลิศมาจากยุโรปและอเมริกาใต้
ในฟุตบอลโลก 2002 ในรอบคัดเลือก มีทีมเข้าร่วมคัดเลือก 200 ทีม และในฟุตบอลโลก 2006 มีทีมที่พยายามเข้าคัดเลือก 198 ทีม ขณะที่ในฟุตบอลโลก 2010 มีประเทศที่เข้าร่วมรอบคัดเลือก 204 ทีม ซึ่งถือเป็นสถิติเป็นปีที่มีประเทศเข้าคัดเลือกมากที่สุด[18]
การแข่งขันอื่นของฟีฟ่า
ในการแข่งขันของฟุตบอลสำหรับผู้หญิง คือ ฟุตบอลโลกหญิง จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1991 ที่ประเทศจีน[19] ฟุตบอลโลกหญิงจะมีการแข่งขันที่เล็กกว่าฟุตบอลของผู้ชาย แต่กำลังเติบโตอยู่เรื่อย ๆ มีทีมเข้าร่วมแข่งขันในปี ค.ศ. 2007 อยู่ 120 ทีม มากกว่า 2 เท่าของในปี ค.ศ. 1991กีฬาฟุตบอลนั้นได้มีอยู่ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนทุก ๆ ครั้ง ยกเว้นในปี ค.ศ. 1896 และ 1932 แตกต่างจากกีฬาประเทศอื่นซึ่งในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในโอลิมปิก ทีมที่ร่วมแข่งจะไม่ใช่ทีมระดับสูงสุด จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1992 ที่แต่เดิมให้ผู้แข่งขันอายุ 23 ปีเข้าแข่งขัน แต่ก็อนุญาตให้มีผู้เล่นที่อายุมากกว่า 23 ปี จำนวน 3 คนของแต่ละทีม ลงแข่งขันได้[20] ส่วนฟุตบอลหญิงในโอลิมปิก แข่งขันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996 เป็นการแข่งขันทีมชาติเต็มทีม ไม่มีจำกัดอายุ
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ เป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นก่อน 1 ปีที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลโลก ในประเทศเจ้าภาพที่จะแข่งขัน เหมือนเป็นการอุ่นเครื่องฟุตบอลโลกที่จะมาถึง เป็นการแข่งขันระหว่างผู้ชนะเลิศจากแต่ละภูมิภาคทั่วโลก (เอเชียนคัพ แอฟริกันคัพ โกลด์คัพ โคปาอเมริกา เนชันส์คัพ และ ฟุตบอลยูโร) พร้อมทั้งทีมที่ชนะฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดและทีมเจ้าภาพ[21]
ฟีฟ่าจะจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนระดับนานาชาติ (ฟุตบอลโลกเยาวชน ยู 20, ฟุตบอลโลกเยาวชน ยู 17, ฟุตบอลโลกหญิง ยู 20, ฟุตบอลโลกเยาวชน ยู 17, การแข่งขันฟุตบอลระหว่างสโมสร (ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ), และการแข่งขันฟุตบอลอื่นเช่น ฟุตซอล (ฟุตซอลชิงแชมป์โลก) และฟุตบอลชายหาด (ฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์โลก)
ถ้วยรางวัล
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ถึง 1970 ถ้วยรางวัลชูลส์รีเมต์เป็นถ้วยที่มองให้แก่ผู้ชนะเลิสการแข่งขันฟุตบอลโลก เดิมทีเรียกง่ายๆ ว่า เวิลด์คัป (อังกฤษ: World Cup) หรือ คูปดูมอนด์ (ฝรั่งเศส: Coupe du Monde) แต่ในปี ค.ศ. 1946 ได้เปลี่ยนชื่อตามประธานฟีฟ่า ที่ชื่อ ชูลส์ รีเมต์ ที่ได้ริเริ่มการแข่งขันครั้งแรก และเมื่อในปี ค.ศ. 1970 เมื่อทีมบราซิลชนะการแข่งขันเป็นครั้งที่ 3 ได้ครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์จากการที่ได้แชมป์ 3 สมัย แต่ในปี ค.ศ. 1983 ถ้วยก้ได้ถูกขโมยไปและไม่มีใครได้เห็นอีกเลย[22]หลังจากปี ค.ศ. 1970 ก็มีถ้วยรางวัลใหม่ ที่รู้จักในชื่อ ถ้วยฟีฟ่าเวิลด์คัป โดยผู้เชี่ยวชาญของฟีฟ่าที่มาจาก 7 ประเทศ ประเมินจากแบบ 53 แบบ จนสรุปที่ผลงานการออกแบบของนักออกแบบชาวอิตาลีที่ชื่อซิลวิโอ กาซซานิกา (Silvio Gazzaniga) ถ้วยรางวัลใหม่นี้มีความสูง 36 ซม. (14.2 นิ้ว) ทำจากทองคำ 18 กะรัต (75%) น้ำหนัก 6.175 กก. (13.6 ปอนด์) ฐานของถ้วยมีเส้น 2 ชั้นทำจากมรกต ในส่วนใต้ฐานของถ้วยรางวัลสลักปีและชื่อของทีมผู้ชนะเลิศฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 ผู้ออกแบบอธิบายถ้วยรางวัลนี้ว่า "เส้นที่โดดเด่นจากฐาน ที่หมุนรอบนั้นได้ขยายเพื่อรองรับโลก จากแรงดึงที่เคลื่อนที่ที่โดดเด่นของในส่วนตัวของถ้วยของประติมากรรมนี้ ได้ช่วยให้รูปร่างนักกีฬาดูเคลื่อนไหวไปกับห้วงเวลาแห่งชัยชนะ"[23]
ชาติผู้ชนะไม่ได้กรรมสิทธิ์การครอบครัวถ้วยถาวร แต่ผู้ชนะฟุตบอลโลกจะเก็บถ้วยไว้จนกว่าจะถึงการแข่งขันครั้งต่อไป และจะได้ถ้วยจำลองจากทองผสมไปแทน[24]
ในปัจจุบัน สมาชิกทุกคน (ทั้งผู้เล่นและโค้ช) ของทีมใน 3 อันดับแรกจะได้รับเหรียญตรารูปถ้วยฟุตบอลโลก ผู้ชนะได้เหรียญทอง รองชนะเลิศได้เหรียญเงิน และที่ 3 ได้เหรียญทองแดง นอกจากนั้นในปี ค.ศ. 2002 มีการมอบเหรียญที่ 4 ให้ประเทศเจ้าภาพคือเกาหลีใต้ ก่อนหน้าการแข่งขันปี ค.ศ. 1978 จะมอบเหรียญให้กับ ผู้เล่นเพียง 11 คน ในนัดสุดท้ายของการแข่งขันรวมถึงนัดการแข่งขันชิงที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ฟีฟ่าประกาศว่าสมาชิกทุกคนของทีมผู้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างปี ค.ศ. 1930 และ 1974 จะได้รับรางวัลย้อนหลังเป็นเหรียญตรา[25][26][27]
การแข่งขัน
ผู้ชนะเลิศฟุตบอลโลก
ฟุตบอลทีมชาติบราซิล - 1958, 1962, 1970, 1994, 2002 (5 ครั้ง)
ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี - 1934, 1938, 1982, 2006 (4 ครั้ง)
ฟุตบอลทีมชาติเยอรมนี - 1954, 1974, 1990 (3 ครั้ง)
ฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินา - 1978, 1986 (2 ครั้ง)
ฟุตบอลทีมชาติอุรุกวัย - 1930, 1950 (2 ครั้ง)
ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ - 1966 (1 ครั้ง)
ฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส - 1998 (1 ครั้ง)
ฟุตบอลทีมชาติสเปน - 2010 (1 ครั้ง)
ความสำเร็จแบ่งตามทวีป
| ทวีป | ผลงานที่ดีที่สุด |
|---|---|
| อเมริกาใต้ | ชนะเลิศ 9 ครั้ง โดย บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย |
| ยุโรป | ชนะเลิศ 10 ครั้ง โดย อิตาลี เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน |
| อเมริกาเหนือ | รอบรองชนะเลิศ สหรัฐอเมริกา (1930) |
| เอเชีย | รอบรองชนะเลิศ เกาหลีใต้ (2002) |
| แอฟริกา | รอบก่อนรองชนะเลิศ แคเมอรูน (1990) เซเนกัล (2002) และ กานา (2010) |
| โอเชียเนีย | รอบ 16 ทีมสุดท้าย ออสเตรเลีย (2006) |
ถิติสำคัญ
- ชัยชนะสูงสุด
- ฮังการี 9-0 เกาหลีใต้ (1954)
- ยูโกสลาเวีย 9-0 ซาอีร์ (1974)
- ฮังการี 10-1 เอลซัลวาดอร์ (1982)
- ชัยชนะสูงสุดในรอบคัดเลือก - ออสเตรเลีย 31-0 อเมริกันซามัว (รอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2002)
- ผู้เล่นในฟุตบอลโลกสูงสุด - 5 ครั้ง - แอนโทนีโอ คาร์บาฮาล (เม็กซิโก, 1950-1966) และ โลทาร์ มัทเทอูส (เยอรมนี, 1982-1998)
- ผู้เล่นลงสนามในฟุตบอลโลกสูงสุด - 25 นัด - โลทาร์ มัทเทอูส (เยอรมนี)
- ผู้เล่นทำประตูสูงสุด - 15 ประตู - โรนัลโด (บราซิล 18 นัด 4 ฟุตบอลโลก)
- ผู้เล่นทำประตูเร็วสุด - 11 วินาที - ฮาคาน ชูเคอร์ (ตุรกี) นัดแข่งกับทีมชาติเกาหลีใต้ (2002)
- ผู้เล่นอายุน้อยสุดที่ทำประตูได้ - 17 ปี 239 วัน - เปเล่ (บราซิล) นัดแข่งกับ ทีมชาติเวลส์ (1958)
- ผู้เล่นอายุมากสุดที่ทำประตูได้ - 42 ปี 39 วัน - โรเจอร์ มิลลา (แคเมอรูน) นัดแข่งกับ ทีมชาติรัสเซีย (1994)
- ผู้รักษาประตูที่เซฟลูกโทษได้มากที่สุดในช่วงดวลจุดโทษ - 3 ประตู - ริคาร์โด้ (โปรตุเกส) นัดแข่งกับ อังกฤษ (2006)
- นัดที่ใบเหลืองและใบแดงมากสุด - 16 ใบเหลือง 4 ใบแดง - โปรตุเกส-เนเธอร์แลนด์ (2006) กรรมการ วาเลนติน วาเลนติโนวิช อิวานอฟ ชาวรัสเซีย
ผู้เล่นทำประตูสูงสุดในฟุตบอลโลก
| อันดับ | ผู้เล่น, ทีม | ประตูที่ได้ | ทัวร์นาเมนต์ / เกมที่ลงเล่น |
|---|---|---|---|
| 1 | โรนัลโด้, บราซิล | 15 | 4 ครั้ง 1994 1998 2002 2006 (18 นัด, ไม่ได้ลงเล่นใน 1994) |
| 2 | เกิร์ด มุลเลอร์, เยอรมนี | 14 | 2 ครั้ง 1970 1974 (14 นัด) |
| 2 | มิโรสลาฟ โคลเซ, เยอรมนี | 14 | 3 ครั้ง 2002 2006 2010 (14 นัด) |
| 3 | ชุสต์ ฟงแตน, ฝรั่งเศส | 13 | 1 ครั้ง 1958 (6 นัด) |
| 4 | เปเล่, บราซิล | 12 | 4 ครั้ง 1958 1962 1966 1970 (14 นัด) |
| 5 | ซานดอร์ โคซ์ชิส, ฮังการี | 11 | 1 ครั้ง 1954 (5 นัด) |
| 5 | เยอร์เกน คลินส์มัน, เยอรมนี | 11 | 3 ครั้ง 1990 1994 1998 (17 นัด) |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)